หนังเล็กๆ ลูกครึ่งฮอลลีวู้ดและยุโรปของผู้กำกับ “โจ ไรท์” พล็อตเรื่องแบบ ตัวละคร "เด็กสาววัย 17" กลับไปชำระแค้น
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าใครเป็น
คนกำหนดหรือต้นแบบให้หนังที่ตัวละครเอกต้องออกไปล้างแค้นหรือฝึกไปสังหารใคร
สักคนต้องเปิดเรื่องด้วยภาพของการซุ่มยิงสัตว์ในฤดูหนาว
แล้วสัตว์ตัวที่เคราะห์ร้ายก็หนีไม่พ้นกวางไปเสียทุกครั้ง เช่นกันกับใน Hanna
หนังที่ผู้เขียนคิดเอาเองว่าที่มีโอกาสเข้าฉายในบ้านเราเพราะหน้าหนังที่มี
ฉากฆ่าฟัน ฉากประหัตประหารกัน
ซึ่งคอหนังส่วนใหญ่ในบ้านเราชอบเป็นพิเศษโดยใช้คำโปรโมทแบบไม่เกรงใจกอง
เซ็นเซอร์ว่า เหี้ยมบริสุทธิ์
สิ่งแรกที่ดึงความสนใจ
ของเราให้สนใจหนังเล็กๆ ลูกครึ่งฮอลลีวู้ดและยุโรปเรื่องนี้คือชื่อของ “โจ
ไรท์” ในฐานะผู้กำกับ ซึ่งทำให้เนื้อหาสาระของหนังนั้นเป็นเรื่องรองไปทันที
ประกอบกับพล็อตเรื่องแบบตัวละครกลับไปแก้แค้น
แล้วค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองนั้นมีเห็นกันอยู่เกลื่อนจอเงิน
สิ่งที่พิเศษขึ้นมาหน่อยจาก Hanna
ก็คือ แทนที่ตัวละครจะเป็นชายหนุ่มหรือหญิงสาว กลับเปลี่ยนมาเป็นเด็กสาว
แหม...จะว่าเด็กก็คงไม่ใช่เพราะตามท้องเรื่องเธออายุ 17 ปี
เรียกว่าวัยรุ่นก็แล้วกัน
ที่ผู้เขียนบอกว่าผู้กำกับน่าสนใจกว่าเนื้อหาของหนังก็เพราะว่า หนัง 3 เรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับเชื้อสายผู้ดีสร้างความดีความชอบให้เขาพอตัว งานอย่าง Pride and Prejudice, Atonement และ The Soloist เป็นตัวบอกว่าสามารถของเขาอยู่แล้ว บวกกันหน้าหนังเรื่องล่าสุดที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากงานถนัดของโจ ไรท์ แต่มองดีๆ ก็มีความละม้ายคล้ายอยู่ เลยทำให้เราอยากรู้ว่า ชายคนที่เคยหาญกล้าถ่ายภาพ Long Tracking Shot ยาว 5 นาทีครึ่งพร้อมด้วยตัวประกอบกว่าพันคน จะทำอย่างไรกับหนังวัยรุ่นสาวฆ่าคนเรื่องนี้
ก่อนจะไปต่อ เราแวะมาดูเรื่องย่อของ Hanna สักนิด ชื่อหนังเป็นชื่อของวัยรุ่นสาวคนหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับพ่อทางตอนเหนือที่หนาวเหน็บของประเทศฟินแลนด์ บ้านช่องจัดว่าอยู่ในป่าเขา ห่างไกลความเจริญ มนุษย์คนเดียวที่เธอเคยเห็นหน้าก็คือพ่อ เรื่องโรงเรียนไม่ต้องพูดถึง เธอเรียนที่บ้าน โดยมีพ่ออีกเช่นกันที่เป็นครูสอน แต่วิชาที่พ่อสอน ดันเป็นวิชาฆ่าคนทุกรูปแบบ ฝึกใช้อาวุธนานาชนิด ฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ดูมาถึงตรงนี้ เราก็รู้แล้วว่า พ่อของแฮนนาคงกำลังหลบใครสักคนอยู่ หนีใครบางคนอยู่ และฝึกลูกสาวไว้เพื่อใช้การป้องกันตัวหรือไม่ก็เป็นอาวุธสังหาร
แล้ววันหนึ่งแฮนนาก็เดินมาบอกพ่อว่า เธอพร้อมแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ พ่อหลบออกจากบ้าน ส่วนเธอถูก CIA จับตัว คนดูรับรู้ตรงนี้ว่า พ่อของแฮนนาถูกตามล่าจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาและก็เดาต่อได้อีก ว่า พ่อของเธอคงเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ที่รู้ความลับบางอย่าง ภารกิจที่เด็กสาวถูกฝึกมาก็คือ ให้สังหาร “มาริสซ่า” เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของ CIA เพื่อแก้แค้นให้กับแม่ของตัวเองที่ถูกฆ่า
ในวาระที่วัยรุ่นกำลังถูกปั้นถูกดันให้เป็น Action Heroes ในภาพยนตร์น้อยใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เรามีเด็กสาวนักบู๊ใน True Grit เรามีเด็กเนิร์ดลุกมาเป็นฮีโร่ใน Kick Ass เรามีวัยรุ่นอเมริกันแท้ๆ ที่กู้โลกไว้ 3 ครั้งใน Transformer แถมยังมีฮีโร่เอเลี่ยน หน้าหล่อใน I Am Number Four ถ้ามองกันในมุมนี้ Hanna ก็กำลังเข้าเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการหนัง
คนที่ตามงานของโจ ไรท์ มาตลอดก็จะพบว่า เขาถนัดกับการตามติดตัวละครไม่กี่ตัว หนังของเขามักโฟกัสไปที่ตัวละครหญิงเป็นหลัก (งานหน้าของเขาคือ Anna Karenina) อันนี้ไม่นับ The Soloist ที่พูดเรื่องของชายไร้บ้านที่เล่นดนตรีขั้นเทพ เครื่องหมายการค้าในหนังของเขามีอยู่ไม่กี่อย่าง ประการแรกหนังของเขาจะเนิบ เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับช้าต่างกับงานของเทอเรนซ์ มาลิค ที่กลายเป็น Slow Movie ไปแล้ว ถ้าใครคิดว่าจะได้เห็นหนังแอ็คชั่นแบบเท้าชนเท้า ระเบิดเกลื่อน กระสุนปลิวแบบนับไม่ถ้วนขอให้มองผ่าน Hanna ไปเลย
โจ ไรท์ชอบที่จะถ่ายมือของตัวละคร เพื่อแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึก และประการสุดท้าย เขาชอบถ่าย Long Tracking Shot ในหนังทุกเรื่องของเขาจะมีซีนที่ไม่มีการตัดต่อยาวๆ อยู่ตลอด โดยโจ ไรท์บอกว่าเหตุผลที่เขาทำแบบนั้น เพราะเขาชอบ Show Off ซึ่ง Hanna มีเครื่องหมายการค้าของโจ ไรท์ ครบทุกประการ มีฉาก Long Take กระจายอยู่ทั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ฉากที่โชว์จริงๆ คือ ตอนที่พ่อของแฮนนาจัดการกับเจ้าหน้าที่ CIA 4 คน ที่สถานีรถไฟใต้ดิน
ส่วนที่ดีที่สุดของหนังอยู่ตรง แฮนนาออกมาเผชิญโลกตามลำพัง เราต้องเข้าใจกันก่อนว่า เด็กสาวคนนี้ไม่เคยมีเพื่อนแม้แต่คนเดียว ไม่เคยเห็นหน้ามนุษย์คนอื่นๆ มาก่อน ไม่เคยรู้จักคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ อย่าว่าแต่โทรศัพท์มือถือ เธอเติบโตมาแบบไกลปืนเที่ยง เรียกว่าไร้เดียงสาต่อโลกใบนี้โดยสิ้นเชิง ถูกปลูกฝังมาให้ฆ่าเป้าหมายเพื่อล้างแค้นเท่านั้น
บทหนังฉลาดพอที่จะเลือกให้ตัวละครเป็นเด็กสาวแทนเด็กหนุ่ม เพราะความเป็นผู้หญิงในสถานการณ์นี้น่าสนใจในแง่การพาคนดูไปสำรวจตรวจสอบตัว ละคร เพื่อนคนแรก แต่งหน้าทาปากครั้งแรก จูบกับผู้ชายครั้งแรก และหนังก็ฉลาดพอที่จะพาแฮนนาไปพบกับครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมครอบครัวหนึ่ง (จริงๆ หนังของคนนอกที่มีปัญหาบ้านแตกก็เล่นอยู่กับเงื่อนไขนี้อยู่ตลอด) เหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้เด็กสาวเห็น หนังใส่ภาพของความจริงในแง่ของชีวิตเด็กสาวลงไปมากพอสมควร ใส่ลงไปท่ามกลางความเหลือเชื่อและไม่น่าเชื่อของหนัง
อย่างไรก็ดีหนังมาหลุดเอาตอนท้ายๆ หลังจากที่ปูทางมาอย่างดี ว่าเด็กสาวตื่นไปกับบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แล้วไหงจู่ๆ แฮนนานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หาข้อมูลเพื่อสืบเรื่องราวของตัวเองผ่านทาง Google เสียอย่างนั้น หนังลดทอนความน่าสนใจลงในช่วงท้ายๆ ราวกับถูกเร่งรัดเพื่อหาทางจบ และก็ลาจอไปแบบที่เราคาดเดาได้
“หัวของหมาป่า” เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากจบที่คนดูคงไม่พลาด กับถ้ำรูปหัวหมาป่าอ้าปาก ถ้าให้เราลองเดาใจโจ ไรท์ดู หัวหมาป่าก็คือตัวแทนของมาริสซ่า หมาป่าเป็นสัตว์ที่มีภาพลักษณ์แย่ๆ ร้ายๆ เป็นตัวแทนของสิ่งไม่ดีอยู่แล้ว ตรงตามมาริสซ่า แต่หมาป่าที่เหลือแต่หัว ก็คือ หมาป่าที่ถูกสังหาร ถูกล่า
และในที่นี้ผู้ล่า ก็คือ แฮนนา
ที่ผู้เขียนบอกว่าผู้กำกับน่าสนใจกว่าเนื้อหาของหนังก็เพราะว่า หนัง 3 เรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับเชื้อสายผู้ดีสร้างความดีความชอบให้เขาพอตัว งานอย่าง Pride and Prejudice, Atonement และ The Soloist เป็นตัวบอกว่าสามารถของเขาอยู่แล้ว บวกกันหน้าหนังเรื่องล่าสุดที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากงานถนัดของโจ ไรท์ แต่มองดีๆ ก็มีความละม้ายคล้ายอยู่ เลยทำให้เราอยากรู้ว่า ชายคนที่เคยหาญกล้าถ่ายภาพ Long Tracking Shot ยาว 5 นาทีครึ่งพร้อมด้วยตัวประกอบกว่าพันคน จะทำอย่างไรกับหนังวัยรุ่นสาวฆ่าคนเรื่องนี้
ก่อนจะไปต่อ เราแวะมาดูเรื่องย่อของ Hanna สักนิด ชื่อหนังเป็นชื่อของวัยรุ่นสาวคนหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับพ่อทางตอนเหนือที่หนาวเหน็บของประเทศฟินแลนด์ บ้านช่องจัดว่าอยู่ในป่าเขา ห่างไกลความเจริญ มนุษย์คนเดียวที่เธอเคยเห็นหน้าก็คือพ่อ เรื่องโรงเรียนไม่ต้องพูดถึง เธอเรียนที่บ้าน โดยมีพ่ออีกเช่นกันที่เป็นครูสอน แต่วิชาที่พ่อสอน ดันเป็นวิชาฆ่าคนทุกรูปแบบ ฝึกใช้อาวุธนานาชนิด ฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ดูมาถึงตรงนี้ เราก็รู้แล้วว่า พ่อของแฮนนาคงกำลังหลบใครสักคนอยู่ หนีใครบางคนอยู่ และฝึกลูกสาวไว้เพื่อใช้การป้องกันตัวหรือไม่ก็เป็นอาวุธสังหาร
แล้ววันหนึ่งแฮนนาก็เดินมาบอกพ่อว่า เธอพร้อมแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ พ่อหลบออกจากบ้าน ส่วนเธอถูก CIA จับตัว คนดูรับรู้ตรงนี้ว่า พ่อของแฮนนาถูกตามล่าจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาและก็เดาต่อได้อีก ว่า พ่อของเธอคงเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ที่รู้ความลับบางอย่าง ภารกิจที่เด็กสาวถูกฝึกมาก็คือ ให้สังหาร “มาริสซ่า” เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของ CIA เพื่อแก้แค้นให้กับแม่ของตัวเองที่ถูกฆ่า
ในวาระที่วัยรุ่นกำลังถูกปั้นถูกดันให้เป็น Action Heroes ในภาพยนตร์น้อยใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เรามีเด็กสาวนักบู๊ใน True Grit เรามีเด็กเนิร์ดลุกมาเป็นฮีโร่ใน Kick Ass เรามีวัยรุ่นอเมริกันแท้ๆ ที่กู้โลกไว้ 3 ครั้งใน Transformer แถมยังมีฮีโร่เอเลี่ยน หน้าหล่อใน I Am Number Four ถ้ามองกันในมุมนี้ Hanna ก็กำลังเข้าเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการหนัง
คนที่ตามงานของโจ ไรท์ มาตลอดก็จะพบว่า เขาถนัดกับการตามติดตัวละครไม่กี่ตัว หนังของเขามักโฟกัสไปที่ตัวละครหญิงเป็นหลัก (งานหน้าของเขาคือ Anna Karenina) อันนี้ไม่นับ The Soloist ที่พูดเรื่องของชายไร้บ้านที่เล่นดนตรีขั้นเทพ เครื่องหมายการค้าในหนังของเขามีอยู่ไม่กี่อย่าง ประการแรกหนังของเขาจะเนิบ เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับช้าต่างกับงานของเทอเรนซ์ มาลิค ที่กลายเป็น Slow Movie ไปแล้ว ถ้าใครคิดว่าจะได้เห็นหนังแอ็คชั่นแบบเท้าชนเท้า ระเบิดเกลื่อน กระสุนปลิวแบบนับไม่ถ้วนขอให้มองผ่าน Hanna ไปเลย
โจ ไรท์ชอบที่จะถ่ายมือของตัวละคร เพื่อแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึก และประการสุดท้าย เขาชอบถ่าย Long Tracking Shot ในหนังทุกเรื่องของเขาจะมีซีนที่ไม่มีการตัดต่อยาวๆ อยู่ตลอด โดยโจ ไรท์บอกว่าเหตุผลที่เขาทำแบบนั้น เพราะเขาชอบ Show Off ซึ่ง Hanna มีเครื่องหมายการค้าของโจ ไรท์ ครบทุกประการ มีฉาก Long Take กระจายอยู่ทั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ฉากที่โชว์จริงๆ คือ ตอนที่พ่อของแฮนนาจัดการกับเจ้าหน้าที่ CIA 4 คน ที่สถานีรถไฟใต้ดิน
ส่วนที่ดีที่สุดของหนังอยู่ตรง แฮนนาออกมาเผชิญโลกตามลำพัง เราต้องเข้าใจกันก่อนว่า เด็กสาวคนนี้ไม่เคยมีเพื่อนแม้แต่คนเดียว ไม่เคยเห็นหน้ามนุษย์คนอื่นๆ มาก่อน ไม่เคยรู้จักคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ อย่าว่าแต่โทรศัพท์มือถือ เธอเติบโตมาแบบไกลปืนเที่ยง เรียกว่าไร้เดียงสาต่อโลกใบนี้โดยสิ้นเชิง ถูกปลูกฝังมาให้ฆ่าเป้าหมายเพื่อล้างแค้นเท่านั้น
บทหนังฉลาดพอที่จะเลือกให้ตัวละครเป็นเด็กสาวแทนเด็กหนุ่ม เพราะความเป็นผู้หญิงในสถานการณ์นี้น่าสนใจในแง่การพาคนดูไปสำรวจตรวจสอบตัว ละคร เพื่อนคนแรก แต่งหน้าทาปากครั้งแรก จูบกับผู้ชายครั้งแรก และหนังก็ฉลาดพอที่จะพาแฮนนาไปพบกับครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมครอบครัวหนึ่ง (จริงๆ หนังของคนนอกที่มีปัญหาบ้านแตกก็เล่นอยู่กับเงื่อนไขนี้อยู่ตลอด) เหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้เด็กสาวเห็น หนังใส่ภาพของความจริงในแง่ของชีวิตเด็กสาวลงไปมากพอสมควร ใส่ลงไปท่ามกลางความเหลือเชื่อและไม่น่าเชื่อของหนัง
อย่างไรก็ดีหนังมาหลุดเอาตอนท้ายๆ หลังจากที่ปูทางมาอย่างดี ว่าเด็กสาวตื่นไปกับบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แล้วไหงจู่ๆ แฮนนานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หาข้อมูลเพื่อสืบเรื่องราวของตัวเองผ่านทาง Google เสียอย่างนั้น หนังลดทอนความน่าสนใจลงในช่วงท้ายๆ ราวกับถูกเร่งรัดเพื่อหาทางจบ และก็ลาจอไปแบบที่เราคาดเดาได้
“หัวของหมาป่า” เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากจบที่คนดูคงไม่พลาด กับถ้ำรูปหัวหมาป่าอ้าปาก ถ้าให้เราลองเดาใจโจ ไรท์ดู หัวหมาป่าก็คือตัวแทนของมาริสซ่า หมาป่าเป็นสัตว์ที่มีภาพลักษณ์แย่ๆ ร้ายๆ เป็นตัวแทนของสิ่งไม่ดีอยู่แล้ว ตรงตามมาริสซ่า แต่หมาป่าที่เหลือแต่หัว ก็คือ หมาป่าที่ถูกสังหาร ถูกล่า
และในที่นี้ผู้ล่า ก็คือ แฮนนา
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น